let's get back together

posted on 17 Nov 2009 16:35 by inthemoodforlove

Last night I had a dream
I was my old street,
In the old house with you.
You looked so happy
Listening to some music’,
That I wished I remembered.

But, oh we sang along,
I think it was our sing,
And it’s coming back to me.
And I think we sang.

Let’s get back together,
Let’s get back together again. 

เคยฟังเพลงนี้ไหม

เป็นเพลงของวง Swan Dive

เพลงที่ฉันมักจะฮัมไปทั้งวัน

ถ้าคืนก่อนหน้าฝันถึงคนรัก(เก่า)

(ฝันดีๆ แสนหวาน น่ะนะ)

 

เมื่อคืน

ไม่ได้ฝันถึงคนรักเก่าที่ไหน

ก็คนที่รักอยู่

รักมาตั้งนานแล้ว

และรักล้นใจ

นี่แหละ

 

เธอคนนี้ 

ไม่ได้จากฉันไปไหน

ไม่ได้จากไปไหนไกล

เพียงแต่ ช่วงเวลาหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา

เราแยกย้าย ต่างมีชีวิต อยู่คนละประเทศ

เคยเจอเธอบ้าง ที่ประเทศของพวกเรา

เคยใช้เวลาด้วยกันบ้าง ตอนฉันไปอังกฤษ

 

ความสัมพันธ์เราจะเหมือนเดิม ใช่ไหมเธอ

ฉันว่าอย่างนั้น 

แค่เพียงพบหน้า

 

ฉันรออยู่นะ 

เดือนธันวา

ที่ญี่ปุ่น

 

ทำไมในฝันเธอถึงใส่เสื้อแจ๊กเก็ตสีส้ม

สีที่ฉันเกลียด

แต่เธอกลับใส่แล้วดูดี

ในฝัน ฉันได้กลับไปอยู่ที่ประเทศตัวเอง

ฉันกับเธอไปที่ไหนกันสักแห่ง สองคน

สยาม รถเมล์ร้อนๆหนึ่งแว้บ ไม่รู้ทำไม ร้านอาหารกึ่งคาเฟ่หรูๆ แต่เหงาๆ 

สองคน ผลัดกันเล่าเรื่องราวในชีวิตตัวเอง

ที่ต่างไปอยู่กันคนละประเทศ

เรื่องราวมากมาย

คุยอะไรกันหรอ เวลาที่ล่วงมาจนกลางคืนของอีกคืน

อย่างตอนนี้

ก็ทำความทรงจำฉันพลัดกระจาย

หล่นหายไปเยอะแล้ว

 

ที่จำได้ 

ที่ทำให้อารมณ์ดีจนถึงตอนนี้

อาจเป็นเพราะ ในฝัน เธอบอกรักฉัน

ใช่แล้วล่ะ

เธอบอกรักฉัน

 

เขินไหม

มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก

ยิ่งกว่าดีใจ

เพราะสำหรับคนนี้ แค่เธอรับรักฉันไว้

เข้าใจ

ไม่หายไป

ดีกับฉันเสมอมา

ก็ดีแค่ไหนแล้ว

 

แต่มันก็เป็นแค่ฝัน

ไม่ได้เสียดายที่เป็นเพียงฝัน

เพราะฉันรู้ว่า อีกไม่นาน เราจะได้เจอกัน ที่ญี่ปุ่น

 

ตอนนี้เกาหลีหนาวมากๆ หนาวเกินไป

หนาวจนฉันบอกเขาว่า นี่ๆ เดินไปบอกอากาศที ว่าอย่าหนาวได้ไหม

เขาก็บ้าจี้ทำตามจริงๆ

 

ญี่ปุ่นล่ะ เป็นยังไงบ้าง

ฉันต้องรีบเขียนจดหมาย

ถึงคนที่ฝันถึงเสียแล้ว

 

^_^

รู้ว่าเป็นแค่ฝัน

แต่ฝันนี้

ก็ทำให้ฉันมีความสุข

เหลือเกิน 

สายตาสั้น

posted on 14 Nov 2009 21:34 by inthemoodforlove

ฉันต้องเขียนเรื่องคืนวาน

ฉันต้องเขียนเรื่องทางที่พร่ามัว

ไฟสีเขียว ไฟสีขาว ไฟสีส้ม เป็นดวงๆก่อน

ก่อนที่ทะเลเรื่องราวในชีวิต จะพลัดมันหลงหายไปจากความทรงจำ

 

ฉันไม่ใช่คนชอบลืม ฉันเพียงแต่ลืมง่าย เท่านั้นเอง

ฉันโกรธเธออย่างกระทันหัน

จู่ๆก็จะทำงานทุกวัน

แล้วเวลาตอนไหนเธอจะให้ฉัน

แล้วจะเจอกันได้ยังไง

 

โกรธ

หน้าบึ้งเป็นตูดลิง

โดยยังไม่ฟังเรื่องราวให้ดีเลย 

 

ฉันบอกเธอให้กินหมูซะ

กินๆเข้าไป

อย่าพึ่งคุยกัน

วันนี้เธอทำอะไรก็ไม่ถูกใจฉัน

นั่นเอากระเป๋าลากมาทำไม

มาทักว่าฉันอารมณ์ไม่ดีทำไม

เหนื่อยก็เหนื่อย

 

ทั้งๆที่เธอเป็นคนที่ฉันอยากเจอมากที่สุดของวัน

แต่พอเจอเธอแล้ว ฉันกลับไม่ทำตัวให้สมกับความรู้สึกนั้น

กินหมูแสนอร่อย แต่อารมณ์บูดๆ เพราะข่าวที่เธอพึ่งบอกมา

ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ ฉันเลยถอดแว่นออก

ฉันจะได้เห็นหน้าเธอไม่ชัด

 

แล้วก็ไม่รู้ว่ายังไง

เป็นไปได้อย่างไร

อารมณ์บูดๆมันก็หายไป

ฉันคงสงสารเธอ ไม่อยากเห็นเธอนั่งหน้าจ๋อยๆแบบนั้น

 

เรากินกันมากมาย

หมูย่าง

ห่อใบผัก

ซุปเต้าเจี้ยวที่ฉันชอบ

เมื่อไหร่จะผอมได้หรอ

 

ตอนเดินมาหาเธอ ก่อนจะเจอกัน

ฉันต้องใส่แว่นเพราะมองไม่เห็นทาง

แต่ตอนขากลับ ฉันเอาแว่นไว้ในกระเป๋า เพราะว่าเธอเดินมาส่ง

สายตาสั้น ทำให้มองภาพทุกอย่าง เป็นแบบอิมเพรสชันนิสต์

 

ดวงไฟก็เห็นเป็นแค่จุดกลมๆ มีแสงเรือง

สายตาฉันสั้นถึงขนาดมองหน้าคนที่เดินสวนไปมาได้ไม่ถนัด

เห็นทางก็ไม่ชัดด้วย 

แต่ตอนนั้นมันไม่จำเป็น

เพราะฉันเห็นเธอที่เดินอยู่ข้างๆ

เห็นดาว

เห็นไฟ ที่เป็นแต้มๆ เหมือนใช้ปลายพู่กันแต้ม

จากสายตาของคนสายตาสั้น

เท่านั่นก็พอแล้ว

เพราะมีเธอข้างๆมัง ก็เลยอุ่นใจดี 

 

ป.ล.

เป็นคนสายตาสั้น บางทีก็ดีเหมือนกัน

เวลาเราไม่อยากมองโลกให้ชัดๆ

เราก็หนี ด้วยการถอดแว่นไง

 

แต่เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกันนะคะ

แค่รู้สึกว่า สายตาคุณป้า

แต่มีคนจับจูงให้อุ่นใจ

เราก็เลยวางใจ 

เท่านี้แหละค่ะ 

 

edit @ 14 Nov 2009 21:39:34 by in the mood for love

บทเรียนจากการตากผ้า

posted on 11 Nov 2009 21:58 by inthemoodforlove

พึ่งได้บทเรียนจากการออกไปตากผ้าเมื่อสักครู่

อากาศหนาวเหน็บนัก

แต่ว่า นัมซานเทาว์เวอร์ที่อยู่ลิบๆ และถนนไฟสีส้มๆเรียงรายที่อยู่ข้างล่าง

เป็นเส้นนำสายตาไป ก็ช่างสวยนัก

เป็นในวิวสวยๆที่หาได้ไม่ง่ายยิ่งในโซล

ฉันหมายถึง สงบ

สวย

ประทับใจ

แม้ว่า มนุษย์(คนเกาหลี)จะสร้างขึ้นก็ตาม

 

เพราะว่ามุมนี้มัน

ดูมีรสนิยมจัง

ไม่เอะอะ อึกทึกครึกโครม หรือรกรุงรัง เหมือนมุมอื่นๆ

 

อยู่มาจะปีแล้ว ณ จุดนี้

แต่เป็นครั้งแรกที่ออกไปถ่ายรูปที่ระเบียงห้องตัวเอง

ใครๆมา ใครๆก็ถ่าย(รูป)

มีแต่ฉัน เจ้าของห้องเนี่ยแหละ ที่เพิ่งจะถ่ายเป็นครั้งแรก ก็วันนี้

 

ไม่เคยคิดจะถ่าย เพราะมัวแต่คิด(เข้าใจไปเอง)ว่า

กล้องถ่ายรูปตัวเอง ซื้อไว้ตั้งสี่ปีมาแล้ว รุ่นเก่าแล้ว

เคยถ่ายรูปกลางคืน แล้วมัว ไม่สวย

(แต่เป็นกล้องที่ถ่ายรูปกลางวัน เยี่ยมสุดๆ)

ก็เลยคิดว่า จะซื้อกล้องใหม่ จะได้ถ่ายรูปตอนกลางคืนได้

เพราะกลางคืน ก็มีอะไรสวยๆ ไม่แพ้กลางวัน

พลาดการถ่ายรูปกลางคืนไป ก็พลาดการถ่ายรูปในชีวิตไปกว่าครึ่ง 

 

เดี๋ยวนี้ใครๆก็มีกล้องเลนส์ยาวๆ อันใหญ่ๆ

คิดว่าดี (มันก็ดีอยู่แล้ว)

ก็เลยอยากจะซื้อบ้าง

มันต้องถ่ายรูปกลางคืนได้สวยแน่นอนเลย

(แน่นอน มันต้องดีกว่ากล้องรุ่นโบราณแบบฉัน)

ก็เลยคิดว่า จะซื้อล่ะ

 

แต่ไม่กี่นาทีมานี้พึ่งเปลี่ยนใจ

ปรับสีไปปรับสีมา ปรับโหมดนู่นนั่นโน่นนี่มั่วไปหมด

ตามประสาคนไม่สันทัดเทคโนโลยี

ก็เลยลองมันหมดทุกโหมด

เออ เล่นไปเล่นมา มันถ่ายได้ชัดแจ๋วเลย

 

เฮ้ย เริ่มเห็นความดีของกล้องเก่าๆ

ฉันรักแกว่ะ

แกถ่ายกลางวันได้เยี่ยมอยู่แล้ว

จนคนมักชม

นี่แกยังถ่ายรูปกลางคืนได้ด้วยอีกหรือนี่

ฉันพึ่งรู้ (ฉันโง่เอง)

ใช้แกมาตั้งนาน

 

ฉันไม่ซื้อกล้องใหม่แล้วล่ะ

ประหยัดเงินด้วย

 

แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ

ฉันดีใจ

 

ป.ล. ก่อนซื้ออะไรใหม่ๆ ลองกลับไปดูของที่มีอยู่แล้วก่อนนะ ในของเก่า อาจเห็นอะไรใหม่ๆก็ได้ ประหยัดเงินด้วย เช่น ก่อนซื้อเสื้อผ้า กลับไปนึกถึงเสื้อผ้าที่บ้าน อาจเกิดไอเดีย อยากดัดแปลง ให้มันสนุกๆก็ดีนะ หรือกลับไปเปิดดู เจอทะเลเสื้อผ้า อาจสำนึกได้ไง และความอยากซื้อก็ลดลง จะซื้อเฉพาะของจำเป็นจริงๆ อันนี้น่าจะใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิตนะ จะได้รู้ว่าอะไรที่เราจำเป็นจริงๆ ไม่จำเป็น ไม่เอา

 

 

 

edit @ 11 Nov 2009 22:16:17 by in the mood for love

ทำจับฉ่าย

posted on 11 Nov 2009 18:20 by inthemoodforlove

วันนี้เรียนเสร็จ

ก็รีบตรงดิ่งกลับบ้าน

ฝ่าลมแรงมา

เออหนอ ลมภูเขา บทจะพัด ก็ทำเอาฉันตัวแทบปลิว

รถเมล์สีเขียวเอนไปเอนมา นิดนึง

เดินตามทางโค้งๆ ถนนที่วกเวียน

ก็มาถึงบ้านแล้ว ถึงห้องแล้ว

เย้ รีบเปิดฮีทเตอร์ให้ไออุ่นตัวเอง

รู้ไหม วันนี้เป็นวันอะไร วันนี้เป็นวันแปแปโรย์เดย์

เป็นวันที่ผู้หญิงเกาหลี เขาจะให้ป๊ออกี้กับคนที่ตัวเองชอบล่ะ

ปีนี้ ฉันไม่ได้ให้ใคร แล้วก็ยังไม่ได้รับจากใคร

(ยกเว้นเพื่อนในห้อง ที่ให้ทุกๆคนนะ ไม่เฉพาะแต่ฉัน ^^)

 

รู้ไหม แปแปโรย์เดย์ของปีที่แล้วมันเป็นยังไง

มันสวยงามขนาดไหน

ใจฉันเต้นแรงขนาดไหน

ตอนที่ตัดสินใจเรียกแท็กซี่อย่างกระทันหัน

และซื้อขนมไปให้เขา

ไปยังร้านขนมปัง ที่ไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัด ไปเดินหาเอา เลาๆจากที่เขาเคยบอกทางเอาไว้

เท่านั้นเอง

ใจเต้นแทบออกมานอกอก ตั้งแต่ตอนส่องๆอยู่หน้าร้าน ตอนเดินเข้าไปในร้าน

ถามเอากับผู้คนในร้านเป็นภาษาเกาหลี (และได้รับคำตอบว่า ที่นี่ไม่มีคนชื่อนี้)

ทำเอาใจแป้กไปเลย แต่ในที่สุด ก็ใช่ ก็หน้าร้านนั้นแหละ

เธอในชุดทำขนมปังมอมแมมออกมาหาฉัน

ฉันยังจำได้ดีนะ

ทุกอย่าง สวยงาม เหลือเกิน ในความรู้สึกฉัน จนกระทั่งถึงตอนนี้

แม้มัน จะเจ็บปวดอยู่บ้าง 

 

ก็คงเหมือนที่คุณเจน (a lot lost) เขียนเอาไว้

เวลาไม่ได้ทำให้ลืม

แต่ทำให้กลับไปมองมันได้อย่างไม่เจ็บปวด

ตอนนี้เวลาหนึ่งปี ก็คงทำหน้าที่นั้นอยู่สินะ

ฉัน ยังไม่ได้หายสนิทหรอก

ปวดแปล๊บๆเหมือนกัน

 

ตอนเดินจะไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เห็นกล่องป๊อกกี้เรียงราย ขายหน้าร้าน เหมือนปีที่แล้ว

เห็นแล้ว

ใจก็วูบไหว

 

(อ่านเรื่องของปีที่แล้วได้อย่างเห็นภาพ ในบล็อคของวันนี้ ของปีที่แล้ว หัวข้อ แปแปโรเดย์)

 

แต่คงต้องขอบคุณคนข้างๆที่อยู่ด้วยกันตอนนี้

ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะเป็นยังไงถ้าเธอไม่อยู่

ปีนี้ฉันไม่ได้ให้แปแปโรใคร แต่ว่า ฉันให้เขาแล้วนะ

ให้เมื่อวาน ไม่ได้เป็นป๊อกกี้แท่งๆ เพราะฉันว่า ป๊อกกี้เกาหลีไม่อร่อย

ฉันซื้อเฟอเรโรให้เขาแทน

เขาทำหน้าซึ้งใจ ตกใจ เหมือนจะร้องไห้

อะไรกันน่ะเธอ เป็นแฟนกันแล้วแท้ๆ

อย่าร้องไห้นะ เพราะเดี๋ยวฉันจะร้องไห้ตาม เธอนี่ก็

ฉันบอกว่าเธออ้วนแล้ว แบ่งให้แม่ ให้พี่สาว ให้แมวกินด้วยนะ

(จริงๆ แมวอ้วนกว่าเธออีก)

 

เมื่อวานคุณแม่เธอทำอาหารให้กินมากมาย

และฉันก็กลายเป็นหมูที่กลายเป็นหมู

(อ้วนกว่าหมูอีกนั่นเอง ฮือๆ)

ฉันให้เธอสอนหนังสือฉันที่โต๊ะกินข้าวนั่นแหละ

เธอเป็นคนสอนหนังสือเก่งมาก รู้ไหม

คำอธิบายของเธอ มันสุดยอดไปเลย

สมแล้วนะ ที่เป็นครูสอนภาษาญี่ปุ่น สอนกีตาร์

 

เธอพาไปดูดาดฟ้า ที่แม่เธอปลูกผักเอาไว้

เธอเอาไฟฉายส่องๆ โอ๊ะ ผักตอนกลางคืน มีประกายเหลือบๆตามใบด้วยหรือนี่

น่ามหัศจรรย์จังเลย

ฉันชี้ชวนให้เธอดู

จากดาดฟ้าบ้านเธอ มองลงไปเห็นสวนสาธารณะเล็กๆ ที่มีเครื่องเล่นของเด็กอยู่ด้วย

เสาไฟ ไฟสีส้มๆ ส่องแล้วดูสวย

ที่ไม่เหงา ทั้งๆที่ฉันเป็นคนขี้เหงา ก็เพราะว่า ข้างๆ มีเธออยู่ใช่ไหม

 

วิวจากดาดฟ้า มองลงไปที่สนามเล่น ไฟส่องเป็นสีส้มนี้

รอฉันก่อนนะ ถ้าซื้อกล้องใหม่ กล้องที่ถ่ายกลางคืนได้สวย จะรีบไปถ่ายเธอเลย

 

หัวข้อว่า ทำจับฉ่าย

แต่ยังไม่ได้เขียนถึงการทำจับฉ่ายเสียที

มันแต่เพ้อถึงเรื่องเมื่อวาน

 

วันนี้กลับมาถึงบ้าน

ทำข้าวผัดกิน

วันนี้ ห้ามเธอมา ห้ามเจอกัน เพราะฉันจะทำงาน

บอกเธอ บอกตัวเองไว้ดิบดี มีงานกองเท่าช้าง ต้องทำ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เริ่ม

เริ่มด้วยการซักผ้า ทำกับข้าว แล้วก็เลยติดลม

มีผักอยู่มาก หั่นผักให้หมดตู้เย็น เก็บกวาด

ผัดผัก ใส่น้ำมันหอย ทำแกง กลายเป็นจับฉ่ายแสนอร่อย

มันสะอาดมาก เพราะฉันไม่ใส่เนื้อผักเลย

จับฉ่ายของฉันมี ลูกแพร์(แปลกไหม) ผักกาดขาว กะหล่ำปลี แครอท นี่แหละ ผักที่หาได้ในตู้

จริงๆแล้วมีองุ่นในตู้เย็นด้วย

แต่มันจะกายเป็นจับฉ่ายแนวทดลอง

(เหมือนหนังสือแนวทดลอง เช่น ของคุณวินทร์ หรือใครต่อใคร) มากเกินไป

เลยพอแค่นี้ก่อน ยับยั้งใจเอาไว้

เออ มันอร่อยแฮะ

พรุ่งนี้ต้มต่อ คงยิ่งหวานอร่อยกว่านี้

 

ฉันมีความสุขจังเลย

กะการได้กลับมาอยู่คนเดียว

ทำอะไรตามใจไปเรื่อยๆ

นี่แหละ การพักผ่อนของฉัน

(ฉันห้ามเธอมา ก็เพราะ ฉันต้องการเวลาแบบนี้นี่เอง)

ป.ล. ได้ทำจับฉ่ายแล้ว นี่เป็นการทำจับฉ่ายตัวคนเดียวครั้งแรกของฉัน ครั้งแรกฉันเรียนรู้มาจากเพื่อนที่ไปอยู่ด้วยที่อังกฤษ เธอคนนั้นสอนฉันทำจับฉ่าย และเราก็มีเวลาทำจับฉ่ายที่แสนดีด้วยกัน วันนี้พอได้ทำจับฉ่ายอีกครั้ง คิดถึงเพื่อนคนนั้นขึ้นมาจับใจ

 

นี่แหละ บล็อควันไหวๆ ของฉัน ลมไหวๆ ใจไหวๆ และจับฉ่ายใสๆ

 

รู้สึกดีจัง

(อัพบล็อค ก่อนไปลุยงาน กองเท่าช้างสามตัว)

เฮ้อ 

 

edit @ 11 Nov 2009 18:47:23 by in the mood for love

edit @ 11 Nov 2009 18:53:57 by in the mood for love

ฉันตกหลุมรักแมวตัวหนึ่ง

posted on 08 Nov 2009 23:03 by inthemoodforlove

ฉันควรจะขอบคุณใครดี อย่างไรดี เท่าไหร่ดี ถึงจะเพียงพอ

ขอบคุณโชคชะตา หรือใครก็ตาม ที่ทำให้ฉันได้พบกับเธอ

ขอบคุณทุกเรื่องราวในชีวิต ที่ฉันผ่านมา จนได้มีวันนี้

ขอบคุณทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ไม่มีพวกเขา ก็ไม่มีฉันในวันนี้

ฉันไม่คิดว่าการมาเกาหลีสูญเปล่าเลย

ตรงกันข้าม ฉันได้อะไรมากมาย มากมายจริงๆ

ฉันควรจะขอบคุณใครดีนะ

ขอบคุณเท่าไรก็คงไม่พอ

 

วันนี้เธอมารับฉัน

หลังจากฉันกินไก่จิมทักกับเพื่อนๆเกาหลีเสร็จ

รถจอดไม่ได้ ฉันก็เลยขึ้นมาจากร้านกาแฟใต้ดิน

ร้านที่มีแต่ลุงๆ ป้าๆ อยู่กันเต็มไปหมด

ฉันคงเป็นเด็กสุดในร้านแล้วล่ะ

เข้าไปในรถ

เคืองเธอนิดหน่อย ว่าทำไมไม่หาที่จอดรถนะ

แต่พอฟังเธอพูด ก็ไม่โกรธแล้ว กลับละอายใจแทน

เธอบอกว่า ขอโทษนะ ที่วันนี้มาเที่ยวเล่นด้วยไม่ได้

....

โอ ฟังเหตุผล เธอแล้ว ฉันละอายใจ ฉันลืมไปเลยน่ะ

ขอโทษนะ มัวนึกถึงแต่ตัวเอง

โอ

 

ขับรถหลงทางสไตล์เธอ

จู่ๆ เธอก็บอกว่า ไปบ้านเธอกันไหม ไปทักทายแม่เธอกัน

หาาาาาาาาา

ฉันไม่ค่อยพร้อม ไม่ค่อยอยาก

แต่เสียงในใจบางอยากก็บอกให้ไป

มันจะเป็นเรื่องดี

และลึกๆ ฉันก็รู้ว่าเธออยากให้ฉันไป ไม่งั้นคงไม่พูดออกมา

ฉันก็เลยไป ไม่บ่ายเบี่ยง โวยวายนิดหน่อย แต่ก็ไป

เพื่อเธอนะ ^_^

 

เธอเป็นลูกเจ้าของตึกอีกแล้วเรอะ

คนเกาหลี ทำธุรกิจนี้กันเยอะจังเลย

เหอๆๆ

ฉันชินแล้วล่ะ

รู้แล้วว่าบ้านเธอก็จะต้องอยู่ชั้นบนสุดของตึก

เหอๆ

 

เธอจับจูงมือฉันขึ้นไป

เธอรู้ว่าฉันกลัว

เธอบอกไม่ต้องกลัวนะ มีเธออยู่

เปิดประตูเข้าไป

เจอกีตาร์ไฟฟ้าของเธอสองสามอันอยู่บนที่แขวนของมันก่อนเป็นอันดับแรก

จากนั้นจึงเป็นทางเดินแคบๆที่มีหนังสือ และซีดีเรียงราย

ไว้วันหลังฉันจะมาสำรวจอีกนะ

คุณแม่เธอออกมาหาที่ทางเดิน

คุณแม่หน้าตาใจดีจัง

ความกังวลใจลดไปกว่าครึ่ง

กล่าวสวัสดี โค้งให้คุณแม่

คุณแม่ชวนคุย โอ๊ะ สำเนียงฟังง่าย

โต้ตอบได้ตลอด ไหลลื่น

และที่สำคัญ คุณแม่ก็ฟังเราพูดรู้เรื่องด้วย

ความกังวลใจหายไปอีก ลดลงไปอีก

เย้

เป็นคุณแม่ที่ฉลาดมาก

ชวนคุย แต่ก็เก็บข้อมูลเราไปได้เยอะแยะเลย

แต่เราก็ไม่รู้สึกว่าคุณแม่ ล้วงข้อมูลอะไรนะ

เราเองก็อยากบอก

คุณแม่ถามคำแรกเลยว่า ชอบเขาหรอลูก

แล้วก็บอกว่า เนี่ยเขาชอบเล่าเรื่องราวหนูให้ฟัง

เธอเขินมาก แล้วก็เตะๆเท่้าแม่ เหอๆๆ 

ฉันมาเค้นจากเธอในรถ ว่าเล่าให้ฟังตั้งแต่ตอนไหนหรอ

เธอบอกว่า ตั้งแต่ตอนไปพูซาน ย้ากกกกก

 

ได้เจอพี่สาวเธอแล้ว ตัวเล็กๆ เท่ๆ ไม่เห็นเหมือนเธอเลย

ได้เจอแมวเธอด้วย อ้วนสุดๆ อ้วนมากๆ

พึ่งรู้ว่าเป็นแมวที่มาจากอเมริกา

พี่สาวเธอหอบหิ้วมาด้วยจากอเมริกา มิน่าล่ะ หน้าตาถึงดูเป็นแมวนอกจัง

แมวชื่อ โพ

โพน่ารักจัง

ฉันตกหลุมรักโพ ตั้งแต่แวบแรกที่เห็น

โพวิ่งเอาท้องย้วยๆ ลอดผ่านโต๊ะกินข้าวไป

โพ วิ่งได้ไม่เร็วหรอก เพราะว่าท้องห้อยๆ

ฮิๆๆ

ฉันเห็นเธอแล้วล่ะ โพ 

เธอจับโพมาให้ฉันดู

ฉันทักทายโพ

และรู้สึกได้ทันใด ว่าโพเป็นแมวไม่ธรรมดา

มันเป็นแมวที่มีอะไร เป็นแมวซับซ้อน น่าทำความรู้จัก

ฉันจ้องตาโพ

โพขนสีเทานุ่มนิ่ม ตัวมีเนื้อนุ่มๆ โผล่จากตรงนู้น ตรงนี้

นี่แมวหรือหมูเนี่ย

โพตาสีเทาฟ้า สวย เหลือบเหลือง เหลือบเขียวอ่อนๆ อีกต่างหาก

เราสบสายตากัน 

เจ้าแมวมหัศจรรย์

ฉันลูบท้อง ลูบหัว ทักทายโพ

เธอจับโพเอาไว้ คุณแม่เธอก็อยู่ด้วย

ฉันรู้สึกเป็นมิตรจัง

ไม่เกร็งเลย แม้พึ่งเจอกัน

แล้วฉันก็ตกหลุมรักโพเสียแล้ว

ฉันอยากจะรู้จักโพให้มากขึ้นอีก

ฉันรู้ว่าชะตาเราต้องกัน

โพ จัง

ฉันจะกลับไปหาเธออีก

ฉันจะไปบ้านเขาบ่อยๆ

เพราะฉันอยากเจอเธอแหละ โพจัง 

 

พอเธอคลายมือ

โพก็กระโดดแผล็วลงไป

วิ่งเอาท้องอ้วนๆหายไปจากสายตา

ฉันยิ้มใหญ่เลย โพช่างน่ารัก 

 

คุณแม่ พี่สาวเธอ ก็น่ารัก

ขอบคุณนะ

ที่พาฉันไปบ้าน

 

ฉันออกเที่ยวเล่นกะเพื่อนทั้งวัน

ส่วนเธออยู่บ้าน ทำการบ้านให้ฉัน

โอ

 

ขอบคุณเธอที่ตั้งแต่เจอกันมา

เธอมาส่งฉันที่บ้านทุกครั้ง

ฟังฉันพูดอย่างตั้งใจเสมอ

ให้กำลังใจเสมอ

ทำให้้ยิ้ม หัวเราะ ได้เสมอ

ทำให้ฉันเห็นโลกใหม่ๆ มุมใหม่ๆ

เธอสอนให้ฉันรู้จักความรักแบบที่ไม่เห็นแก่ตัวเลย

เธอทำให้ฉันเชื่อว่า โลกนี้ยังมีรักแท้อยู่ และมันจะมาเอง

เธอทำให้ฉันเชื่อว่า พรหมลิขิต โชคชะตามีจริง

ในโลกใบที่ สิ่งเหล่านี้ เหมือนจะลดความศักดิ์สิทธิ์ลงไปแล้ว 

ขอบคุณเธอนะ 

เหะๆ

ที่ทำให้ฉันได้พบเจอโพด้วยล่ะ  

 

Yesterday...

posted on 07 Nov 2009 22:36 by inthemoodforlove

วันนี้ ในขณะที่กำลังนั่งรถกลับบ้าน

เหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีความสุขกับการไปเที่ยว

วิทยุในรถก็ขึ้นเพลงนี้มา

เปลี่ยนอารมณ์อย่างกระทันหัน

ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ดีเจสามสี่คน คุยกันจ้อกแจ้ก ราวกับนกแตกรัง

ดีเจผู้หญิงบอกว่า เตรียมเพลงนี้มา แล้วก็เปิดให้เราฟัง

ขึ้นเพลงเป็นเสียงหวานใส เป็นภาษาอังกฤษแทรกขึ้นมากลางอากาศ

และพุ่งเข้าตรงใจฉัน

แน่นอน ฉันรับรู้มันได้ดี กว่าภาษาเกาหลีอยู่แล้ว 

ก่อนจะรู้ตัวอะไร ใจฉันเข้าไปอยู่ในเพลงเสียแล้ว

Yesterday, all my troubles seemed so far away.

แค่คำว่า Yesterday

มันก็ ไม่รู้สิ

สะกิดแผลใจอยู่หน่อยๆ

ไม่ได้เจ็บปวดอะไรมาก(กระมัง)

แต่มัน คิดถึง

เข้าใจไหมว่า คิดถึง นึกถึง ระลึกถึง อยู่ทุกบ่อย 

Now it looks as though they're here to stay.

Oh, I believe in yesterday.

ไม่ได้เป็นเวอร์ชัน ที่บีทเทิลส์ร้องหรอก

คนที่นั่งอยู่ข้างๆฉัน บอกว่า อันนี้แหละ ดีเจคนที่พูดอยู่ตะกี้ร้องเอง

วาววว ฉันถึงกับอึ้งไปเลย

ร้องเพราะ แล้วเสียงก็เป็นธรรมชาติ ดูหม่นตามเพลงไปด้วย

เธอเอาเพลงของผู้ชายมาร้อง แต่ร้องในแบบผู้หญิง

เปลี่ยน "เธอ" ในเพลง ให้ เป็น "เขา"

ราวกับร้องออกมาจากใจฉันเลยทีเดียว 

Suddenly, 

I'm not half the man I used to be,

There's a shadow hanging over me,

Oh, yesterday came suddenly.

ก็เพราะเพลงนี้แหละ มันดึง yesterday ของฉันออกมาอย่างกระทันหัน

เหมือนอย่างในเนื้อเพลง

แต่งเนื้อได้เก่งแท้ 

Why he had to go 

I don't know he wouldn't say. 

I said something wrong,

Now I long for yesterday.

Yesterday, love was such an easy game to play.

Now I need a place to hide away.

Oh, I believe in yesterday.

Why he had to go 

I don't know he wouldn't say. 

I said something wrong,

Now I long for yesterday.

Yesterday, love was such an easy game to play.

Now I need a place to hide away.

Oh, I believe in yesterday.

Mm mm mm mm mm mm mm.

 ฉัน คงไม่ต้องถึงกับหาที่ซ่อนให้พ้นจากความรัก

หรือเธอที่จากไป

เหมือนกับในเพลงหรอก

คนข้างๆตอนนี้ก็ให้ความรู้สึกที่อบอุ่นดี

ฉันคงไม่คิดจะกลับไปหาเธอ

เพียงแต่ ฉันมักคิดอยู่เสมอ

สงสัยอยู่เสมอ

ว่าตอนนี้ เธอเป็นอะไร ทำอะไร สบายดีไหม

ยังสูบบุหรี่อยู่หรือเปล่า ทำขนมปังไปถึงไหนแล้ว

เธออยู่ที่ไหนของเกาหลี เธออยู่ส่วนใดของโลก

เธอยังทำงานที่ร้านขนมปังนั้นอยู่ไหม

 

วันนั้นที่เขาขับรถผ่านอย่างกระทันหัน

ฉันหัวใจแทบวาย

ไม่ใช่เพราะกลัวเธอเจอฉัน

แต่กลัวเพราะฉันจะเห็นหน้าเธอ แล้วฉันจะกลับไปเป็นอย่างเดิม

ฉันคนที่บ้ามากๆ

ยอมทิ้งทุกอย่าง 

ยอมทำทุกอย่าง

วิ่งกลับไปหาเธอ ทั้งๆที่เธอ ไม่ได้ต้องการสักนิด 

กลัวเธอจะเหงา กลัวเธอจะเศร้า กลัวเธอจะไม่สบายใจ

ทั้งๆที่เธอไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นให้ฉันฟังเลยสักนิด

ฉันก็แค่ เป็นห่วงเธออยู่เสมอ

เพราะอะไรกันนะ

  

ฉันเป็นห่วงเธอ ไม่ผิดใช่ไหม

 

วันนี้ฉันปวดที่หัวใจถี่ๆ สองรอบ

คนที่อยู่ข้างๆกัน เค้าเป็นห่วงฉันมาก เธอรู้ไหม

แต่ฉันก็กลับมีความคิดพิสดารไปว่า

ที่ฉันปวดหัวใจอยู่นี้

เธอส่งสัญญาณอะไรมาให้ฉันหรือเปล่า

เธออยู่สุขสบายดี หรือเดือนร้อนอะไรหรือเปล่า

คนข้างๆ ทำหน้าเจ็บปวด เมื่อเห็นฉันเจ็บปวด

แต่ฉันกลับนึกเป็นห่วงเธอ

เออ หนอ อะไรกัน

 

วันนี้เป็นวันที่ดีของฉัน

ฉันได้ไปดูพระอาทิตย์ กับฟ้ากว้างๆ เมฆริ้วๆลายๆที่ชายทะเล

สูดอากาศดีๆเข้าเต็มปอด

ฟังเพลงเพราะๆ ฟังวิทยุอย่างสนุกสนาน

ได้เป็นตัวของตัวเองทุกอย่าง

มีคนที่ชื่มชมทุกอย่าง กับสิ่งที่ฉันเป็น

ได้้เล่าเรื่องราวมากมายหลากหลาย

ได้ร้องเพลงภาษาไทยให้เค้าฟังด้วย 

คนที่ไปด้วยน่ารัก อบอุ่น

ทำให้ฉันสบายใจ วางใจ ทุกอย่าง

ฉันมีความสุขมาก

เพียงแต่

 

เสียงเพลงที่แวบเข้ามา

ตอนกลับบ้าน 

ก็ทำให้ใจเป็นรอยบางๆเสียแล้ว

 

edit @ 7 Nov 2009 23:09:50 by in the mood for love

ไร้สาระ

posted on 06 Nov 2009 20:29 by inthemoodforlove

 

ฉัน ใช้ชีวิตไร้สาระไปไหม

มีแต่ตัวฉันเองเท่านั้นที่ตอบได้

 

ฉันออกมาจากการเรียน(ในห้องเรียน)มากขึ้น ทุกทีๆ

ฉันมีความสุขกับการออกไปเจอโลก เจอคน

หายใจลึกๆ เข้าปอด

มองฟ้า มองนก และละเลียดกับทุกความสุข

 

ฉันเห็นใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงทั้งตั้น

ทั้งๆที่เมื่อวานมันยังไม่ใช่แบบนี้อยู่เลย

ก็รู้สึกตื้นตันในความสวย ในความมหัศจรรย์ ในความเป็นจริง ในความเป็นไป

ของธรรมชาติ

 

ฉันตอบอาจารย์ไม่ได้ว่า จีพีดี ของไทยอยู่ที่เท่าไหร่

ฉันไม่สนในว่าใครจะรบกับใคร

ฉันว่าคำถามของอาจารย์มันไร้สาระ

ตรงที่ มาสมมุติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว

ว่าถ้ามันเกิดขึ้นอีกแบบ เป็นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างนี้ ผละจะเป็นอย่างไร

ก็มันผ่านไปทั้งหมดแล้ว เราจะไปสมมุติ ให้มันทำไม

ฉันไม่เข้าใจ

แต่หากถามอาจารย์อย่างนี้

คงไม่ดี

 

ฉันไกลออกมาจากตำแหน่งทางสังคม

ป้ายที่แปะอยู่ ทางสังคมออกมาทุกที

นักเรียน มหาวิทยาลัยโซล

ตัวฉันเองไม่ได้ทำตัวให้สมกับบทบาทนั้นเลย

ฉันเอง ก็รู้ดี

 

ตอนนี้ ฉันเป็นแค่เพียง คนที่ใช้ชีวิตอยู่

เท่านั้นเอง

เมื่อเลือกทางนี้แล้ว

ฉันก็จะต้องทำมันไปให้ดีที่สุด

 

หมั่นดูแลความฝัน

ขัดเกลา

และทำ

เสียที

ได้ไหม

 

ผ่านมาครึ่งหนึ่งของสองปีแล้ว

ฉันยังไม่เจียดเวลาให้ความฝันสักนิด

ฉัน มัวแต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์มากมาย

แต่ฉันก็รู้สึกว่า คุ้ม และพอใจ

เพียงแต่ ฉันยังไม่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวออกมา

ให้ได้ดีเท่าที่ต้องการเลย

 

อย่าหลงลืม

อย่าละเลย

อย่าทิ้งความฝัน

 

เป็นอะไรสักอย่าง

จงเป็นอะไรสักอย่าง

จะได้รู้สึกถูกเติมเต็ม

กับความปรารถนาภายในที่เรียกร้องอยู่ลึกๆ

อย่าให้มันเป็นเสียงเพรียกสุดท้ายของความฝัน

ที่จะจมหายไป

 

ฉันรักเธอ

ฉันรักเธอ

และฉันก็รักเธอ

เพราะเธอ เธอ เธอ และ เธอ ต่างก็เชื่อมั่นในความฝัน

เพราะเหตุนี้ล่ะมัง

ฉันถึง อยากมีเธอเอาไว้ข้างๆ

เอาไว้มอง เอาไว้ดู

ฉันจะได้ไม่ลืม

 

ความฝันของฉัน